อาชีพ พนักงานลูกจ้าง

 

 


    กลุ่มลูกจ้าง พนักงานเอกชนที่มีความรู้ทางการเงินน้อย พบว่า
ไม่วางแผนเกษียณอายุถึง 74%
กว่า 80% มีเงินพอใช้จ่ายกรณีฉุกเฉินเพียง 1-3 เดือน หรือน้อยกว่า 1 เดือน เท่านั้น
มากกว่า 60% ไม่วิเคราะห์ความเสี่ยงทุกครั้งก่อนลงทุน


โปรแกรมคำนวณทางการเงินวางแผนงบประมาณ

คำนวณสถานะทางการเงิน

เกร็ดความรู้เรื่องการเงินที่ควรจำ

การวางแผนการเงินช่วยให้คุณเดินต่อไปในอนาคตได้อย่างถูกทิศทางและไปถึงเป้าหมายโดยไม่ยาก

  • ออมก่อนใช้ รายได้ทุกประเภท ควรแบ่งไว้ออมก่อน 1 ใน 4 ส่วน
  • เงินออมขั้นต่ำไม่ควรน้อยกว่า 10% ของรายได้
  • ควรมีเงินออมเผื่อกรณีฉุกเฉินไม่น้อยกว่าค่าใช้จ่าย 3-6 เดือน
  • พยายามใช้จ่ายให้น้อยกว่ารายได้เสมอ
  • เป็นหนี้เมื่อจำเป็นเท่านั้น และต้องมีวินัยในการชำระหนี้
  • ยอดหนี้ (ไม่รวมหนี้ซื้อบ้าน) ไม่ควรเกิน 20% ของรายได้ทั้งปี และยอดผ่อนชำระไม่ควรเกิน 10% ของรายได้ต่อเดือน
  • สินทรัพย์สุทธิ (สินทรัพย์ – หนี้สิน) ต้องไม่ติดลบ
  • ควรออมเงินไว้ใช้ยามชรา เพราะเราทำงานไม่ถึง 40 ปี แต่ยังต้องใช้ชีวิตหลังจากนั้นอีก 20 ปี

 

การออมเงินสำหรับลูกจ้างภาคเอกชน

รู้จักเก็บออมก่อนใช้จ่าย ตั้งเป้าหมายและมีวินัยในการออม และสามารถออมผ่านกองทุนการออมแห่งชาติได้

  • รู้จักเก็บออมก่อนใช้จ่าย
    การออม เป็นการอดใจตัดความอยากที่เกินความจำเป็น โดยการจัดสรรรายรับส่วนหนึ่งเก็บออมไว้ก่อนในวันนี้เพื่อให้มีเหลือพอสำหรับรายจ่ายที่จำเป็นกว่าในวันหน้า และเมื่อมีเงินออมมากพอสำหรับรายจ่ายที่จำเป็นและรายจ่ายฉุกเฉินแล้ว เงินออมส่วนเกินก็สามารถนำไปใช้จ่ายเพื่อซื้อความสุขได้อย่างไม่ต้องกังวลอีกต่อไป

 

  • ตั้งเป้าหมายและมีวินัยการออม
    โดยทั่วไป “การออม” มักมีเป้าหมาย เช่น เผื่อยามฉุกเฉิน เพื่อซื้อทรัพย์สิน เพื่อการลงทุน เพื่อแต่งงาน เพื่อการศึกษาบุตร เพื่อยามเกษียณ เป็นต้น เช่น เกษตรกรอาจออมเงินโดยมีเป้าหมายเพื่อซื้อรถ เครื่องจักร หรือปัจจัยการผลิตอื่น ๆ ซึ่งต้องมีเป้าหมายชัดเจนทั้งระยะเวลาและจำนวนเงินที่ต้องการใช้ และที่สำคัญคือ “วินัยการออม”...ดูรายละเอียดเพิ่มเติม “คู่มือส่งเสริมการออมในกลุ่มเกษตรกร”

 

  • ออมผ่านกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)
    ลูกจ้างภาคเอกชนมีการออมเงินผ่าน กบข. อยู่แล้ว ซึ่งต้องเลือกเองว่าจะออมในแผนการออมแบบใด เช่น แผนลงทุนแบบสมดุลหัก 3% ของเงินเดือน ซึ่งจะได้รับเงินบำนาญ = (เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย x เวลาราชการ) / 50 เป็นต้น โดยเมื่อคำนวณแล้วต้องไม่เกินร้อยละ 70 ของเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย
            

การกู้ยืมสำหรับลูกจ้างภาคเอกชน

รู้จักใช้เงินเป็น มีวินัย สร้างรายได้ เป็นหนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้ และรู้จักแหล่งเงินกู้


“การกู้เงิน คือ การสละการบริโภคในอนาคตเพื่อการบริโภคในปัจจุบัน”

แหล่งเงินกู้สำหรับลูกจ้างภาคเอกชน

  • ธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินภาครัฐ และบริษัทที่ตนทำงานอยู่ เป็นต้น สำหรับการกู้กับบริษัทนั้น พนักงานต้องมีอายุงานตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ทั้งนี้ ในการขอสินเชื่อหรือตัดสินใจซื้อสินทรัพย์ใด ๆ ทั้งบ้าน รถยนต์ หรือแม้แต่การจัดงานแต่งงาน ต้องเริ่มจากการวางแผนทั้งสิ้น และเตรียมตัวก่อนไปขอกู้ให้พร้อม 

 

การจัดการหนี้สินสำหรับลูกจ้างภาคเอกชน

ต้องแยกประเภทหนี้ดีและหนี้ไม่ดี รู้จักหลักการบริหารหนี้สิน ชำระหนี้ที่ดอกเบี้ยสูงก่อน


  • ชำระหนี้ที่ดอกเบี้ยสูงก่อน

หนี้สินต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหนี้เพื่อการบริโภคหรือหนี้เพื่อการทำมาหากินเลี้ยงชีพล้วนมาพร้อมกับต้นทุนของมัน คือ ดอกเบี้ยเงินกู้ ซึ่งยิ่งระยะเวลากู้ยืมนาน ยิ่งเสียดอกเบี้ยมากขึ้น ฉะนั้น เมื่อเรามีเงินจ่ายหนี้ ควรเลือกจ่ายหนี้ที่ดอกเบี้ยสูงก่อน หรือหากอัตราดอกเบี้ยในตลาดลดลงก็ควรกู้หนี้ใหม่มาชำระหนี้เก่า เพื่อประหยัดดอกเบี้ยจ่าย เป็นต้น
ทั้งนี้ หลักการบริหารหนี้สินส่วนบุคคลนั้น ต้องแยกประเภทหนี้ดี และหนี้ไม่ดีรู้จักลักษณะสำคัญของหนี้แต่ละแบบตั้งแต่หนี้บ้าน หนี้รถ หนี้บัตรเครดิตหนี้สินเชื่อส่วนบุคคล หนี้บัตรกดเงินสดพร้อมเทคนิคและวิธีการจัดการหนี้ให้ “มีหนี้… แต่มีสุข” ได้


        

การลงทุนสำหรับลูกจ้างภาคเอกชน

พนักงานหรือลูกจ้างบริษัทเอกชนควรรู้จักวางแผนการลงทุน สำหรับผู้ที่มีการลงทุนผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพควรทำความเข้าใจสิทธิประโยชน์และผลตอบแทนให้ครบถ้วน

  • วางแผนการลงทุน
    อย่างไรก็ดี ก่อนเริ่มลงทุน เราควรวางแผนการลงทุน รู้จักสินทรัพย์ทางการเงิน ตลอดจนสิทธิผู้ลงทุน โดยการวางแผนลงทุนนั้นต้องตั้งเป้าหมายการลงทุน ประเมินความเสี่ยงตนเอง และจัดสัดส่วนการลงทุนตามความเสี่ยงที่ยอมรับได้

 

  • ลงทุนในรูปแบบต่าง ๆ
    การเลือกสินทรัพย์ทางการเงินเพื่อลงทุนนั้น สำหรับลูกจ้างภาคเอกชน อาจลงทุนในรูปแบบต่าง ๆ เช่น เงินฝาก ออมทรัพย์ เงินฝากประจำ ฉลากออมสิน พันธบัตรรัฐบาล หรือสินทรัพย์ทางการเงินอื่น ๆ ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น เช่น กองทุนรวม เป็นต้น

     

    ทั้งนี้ สำหรับพนักงานหรือลูกจ้างบริษัทเอกชน สามารถลงทุนผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้ กล่าวคือเป็นการหักเงินเดือนบางส่วนโดยมีนายจ้างจ่ายสมทบเข้ากองทุนที่มีผู้เชี่ยวชาญของกองทุน นำเงินกองทุนดังกล่าวไปลงทุนต่อ ซึ่งเราจะได้ผลตอบแทนไว้ใช้จ่ายยามเกษียณ หรือเมื่อลาออกจากบริษัท เป็นต้น



การคุ้มครองความเสี่ยงและเหตุการณ์ฉุกเฉิน

เราสามารถป้องกันหรือโอนความเสี่ยงโดยการประกันซึ่งมีหลายแบบ โดยจะมีลักษณะความคุ้มครองและผลประโยชน์แตกต่างกันออกไป

 

  • ทำไมต้องป้องกันความเสี่ยง
    เหตุการณ์ไม่คาดคิดสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา  ทั้งสุขภาพหรือชีวิตของเราเอง ที่อาจเจ็บป่วยหรือประสบอุบัติเหตุ เป็นต้น
    อย่างไรก็ดี ลูกจ้างภาคเอกชนสามารถป้องกันหรือโอนความเสี่ยงนี้ไปสู่บริษัทรับทำประกันได้ เพื่อบรรเทาความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ดังนี้

    • สวัสดิการกรณีการว่างงาน
      หากลูกจ้างลาออกจากงานหรือนายจ้างเลิกจ้างไม่ว่าเพราะสาเหตุใดก็ตาม ถือเป็นการ "ว่างงาน" ซึ่งลูกจ้างสามารถขอรับสวัสดิการการว่างงานจากประกันสังคมได้ ตามสิทธิของผู้ประกันตน
    • ประกันชีวิต
      การประกันชีวิตมีหลายแบบแต่ละแบบจะมีลักษณะความคุ้มครองและผลประโยชน์แตกต่างกันออกไปแบบการประกันชีวิตพื้นฐานมีอยู่ 4 แบบคือตลอดชีพ สะสมทรัพย์ ชั่วระยะเวลา และแบบเงินได้ประจำ

 

ภัยการเงินสำหรับลูกจ้างภาคเอกชนมีหลายรูปแบบดังนี้

ภัยการเงินมีหลายรูปแบบ เช่น เงินกู้นอกระบบ แชร์ลูกโซ่ แก๊งคอลเซ็นเตอร์

  • เงินกู้นอกระบบ
    การกู้เงินนอกระบบนั้นคุณจะต้องเผชิญกับปัญหามากมายที่จะตามมาทั้งดอกเบี้ยโหดเงินที่เป็นหนี้สูงกว่าที่ได้รับและการทวงหนี้เงินกู้มหาโหด
    หากคุณมีข้อสงสัย ร้องเรียน หรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องได้ที่
    -ศูนย์รับแจ้งการเงินนอกระบบ http://www.1359.in.th
    -ศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม https://www.facebook.com/LADVIMOJ/info
    -ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทยhttp://www.damrongdhama.moi.go.th

 

  • แชร์ลูกโซ่
    เป็นภัยการเงินอย่างหนึ่งที่ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเงินนอกระบบ ปัจจุบันแชร์ลูกโซ่ก็จะแอบแฝงโดยใช้ธุรกิจขายตรงมาบังหน้า โดยแชร์ลูกโซ่ก็มักจะโฆษณากับคุณว่าเป็นธุรกิจขายตรงที่ได้ผลตอบแทนสูง
    หากคุณมีข้อสงสัย ร้องเรียน หรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องได้ที่
    -ศูนย์รับแจ้งการเงินนอกระบบ http://www.1359.in.th
    -ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย http://www.1213.or.th/

 

  • แกงค์คอลเซ็นเตอร์
    มิจฉาชีพเหล่านี้จะมีการสุ่มโทรหาคุณและมีการใช้คำพูดที่ทำให้คุณเกิดความหวาดกลัว ส่วนมากจะแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่จากสถาบันการเงินหรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อหลอกให้คุณไปทำธุรกรรมที่ตู้เอทีเอ็ม
    หากคุณตกเป็นเหยื่อแล้วสิ่งที่ต้องทำคือ แจ้งกับสถาบันการเงินให้ระงับการถอนและโอนเงิน ถ้าไม่สามารถระงับได้ให้รวบรวมหลักฐานแจ้งความและลงบันทึกประจำวัน เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการระงับธุรกรรมกับสถาบันการเงิน และเพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบ สุดท้ายให้แจ้งไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) http://www.dsi.go.th/

ดาวน์โหลด

 

ดาวน์โหลด
เอกสารอ่านเพิ่มเติมเรื่อง การออม
ดาวน์โหลด
เอกสารอ่านเพิ่มเติมเรื่อง กู้ยืม
ดาวน์โหลด
เอกสารอ่านเพิ่มเติมเรื่อง หนี้สิน
ดาวน์โหลด
เอกสารอ่านเพิ่มเติมเรื่อง การลงทุน
ดาวน์โหลด
เอกสารอ่านเพิ่มเติมเรื่อง รู้จักลงทุน รู้จักใช้สิทธิ์ผู้ลงทุน
ดาวน์โหลด
เอกสารอ่านเพิ่มเติมเรื่อง กองทุนรวม
ดาวน์โหลด
เอกสารอ่านเพิ่มเติมเรื่อง ประกัน ฉุกเฉิน
ดาวน์โหลด
เอกสารอ่านเพิ่มเติมเรื่อง ถูกโกง
VDO