ลงทุน

 


    ความรู้ทางการเงินเกี่ยวกับการลงทุน พบว่า
ประสบปัญหารายรับไม่เพียงพอกับรายจ่ายถึง 67%
มีพฤติกรรมใช้จ่ายก่อน เหลือแล้วจึงออมถึง 88%
กว่า 66% ไม่มีการแยกบัญชีธนาคารตามวัตถุประสงค์ทางการเงิน


โปรแกรมคำนวณทางการเงิน

คำนวณสถานะทางการเงิน

ทำไมเราจึงต้องลงทุน

การลงทุนสามารถให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการออม แต่ย่อมมีความเสี่ยงที่สูงขึ้นด้วยเช่นกัน

 

“ต้องลงทุนด้วยหรือ จำเป็นหรือไม่?” “ออมก็พอแล้ว?” การลงทุนอาจไม่จำเป็นหากเราสามารถบรรลุเป้าหมายได้โดยใช้เงินออมกับดอกเบี้ย แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น การลงทุนจะเป็นตัวช่วยให้บรรลุเป้าหมายชีวิตที่เราตั้งไว้ได้ การลงทุนจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการออม แต่แลกมาด้วยความเสี่ยงที่สูงขึ้น จึงต้องพิจารณาผลตอบแทนควบคู่ไปกับระดับความเสี่ยงที่เรายอมรับได้

  • เริ่มต้นลงทุน รู้จักตัวเองก่อน กำหนดเป้าหมายการลงทุนและความเสี่ยงที่ยอมรับได้ จึงจัดพอร์ตและประเมินผลการลงทุน

         1) รู้จักตัวเองก่อน ดูว่าเรามีรายรับรายจ่ายเท่าไร แล้วเราจะมีเงินมาลงทุนเท่าไร
         2) กำหนดเป้าหมายลงทุน มีกำหนดระยะเวลาที่เป้าหมายจะสำเร็จ จะทำให้เราเลือกการลงทุนที่ผลตอบแทนสอดคล้องกับเป้าหมายได้
         3) ความเสี่ยง*ที่ยอมรับได้ สินทรัพย์แต่ละประเภทมีความเสี่ยงต่างกัน ควรตัดสินใจลงทุนตามระดับความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ ตัวอย่างสินทรัพย์ลงทุนความเสี่ยงต่ำ เช่น พันธบัตรรัฐบาล สินทรัพย์ลงทุนความเสี่ยงปานกลาง เช่น หุ้นกู้ สินทรัพย์ลงทุนความเสี่ยงสูง เช่น หุ้นสามัญ เป็นต้น
         4) จัดพอร์ตลงทุน หรือการจัดสรรสินทรัพย์ลงทุน เป็นการแบ่งเงินไปลงทุนในทรัพย์หลายประเภท เช่น กองทุนรวม พันธบัตร ที่ดิน เป็นต้น เนื่องจากสินทรัพย์แต่ละประเภทจะได้รับผลกระทบต่อภาวะการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน การกระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภท จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะขาดทุนจำนวนมากได้ โดยสามารถจัดกลุ่มสินทรัพย์ลงทุนออกได้เป็น 3 กลุ่ม ตามระดับความเสี่ยง ได้แก่

  • เสี่ยงต่ำ เป็นกลุ่มสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนต่ำ (มักไม่เกิน 1%) เช่น เงินฝากออมทรัพย์ ซึ่งกลุ่มนี้มักใช้เพื่อรักษาสภาพคล่องและสำรองเงินไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน
  • เสี่ยงปานกลาง เป็นกลุ่มสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนปานกลาง เช่น เงินฝากประจำ หุ้นกู้ กองทุนรวมตราสารหนี้ เป็นต้น
  • เสี่ยงสูง เป็นกลุ่มสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง (อาจเกิน 10%) เช่น หุ้นสามัญ กองทุนรวมตราสารทุน กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ และตราสารอนุพันธ์ เป็นต้น

         5) ประเมินผลการลงทุนและปรับพอร์ต ควรหมั่นทบทวนและปรับปรุงแผนการลงทุนให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบัน เช่น อย่างน้อยทุก 6 เดือน หรือทุก 12 เดือน หรือทุกครั้งที่มีเหตุการณ์สำคัญ ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนจาก

ปัจจัยภายนอก เช่น วิกฤติการณ์ตลาดหุ้นผันผวน ภาวะอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดมีแนวโน้มลดลง เป็นต้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนในพอร์ตการลงทุน จึงต้องปรับสัดส่วนการลงทุนให้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวน้อยที่สุด


ปัจจัยภายใน เช่น หน้าที่การงานเปลี่ยน ได้เลื่อนขั้น ขึ้นเงินเดือน เป็นต้น ทำให้เรามีรายได้มากขึ้นกว่าแต่ก่อน โดยอาจเพิ่มสัดส่วนการลงทุนไปในสินค้าทางการเงินที่มีโอกาสให้ผลตอบแทนเพิ่มมากขึ้น หรืออีกกรณีหนึ่ง เราได้มีการศึกษาข้อมูลเกี่ยวการลงทุนในสินค้าทางการเงินที่มีความเสี่ยงมากขึ้น มีความรู้หรือมีประสบการณ์ในการลงทุนมากขึ้นจนมีความมั่นใจ ก็อาจเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในสินค้าที่เสี่ยงสูงได้เพิ่มขึ้นเช่นกัน
เมื่อได้เรียนรู้หลักการในการวางแผนการลงทุนเบื้องต้นแล้ว ลองวางแผนการลงทุน ตามเป้าหมายการลงทุนและความเสี่ยงที่ตัวคุณยอมรับได้ โดยสามารถทำความรู้จักกับสินทรัพย์ลงทุนประเภทต่าง ๆ ให้มากยิ่งขึ้นได้ในหัวข้อถัดไป

 

* ความเสี่ยงในการลงทุน คือ เหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์ที่ไม่แน่นอน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนให้ไม่เป็นไปตามคาดหวัง อาจมากกว่าหรือน้อยกว่าที่คาดก็ได้

 

ตราสารหนี้

ตราสารหนี้ คือ สินทรัพย์ทางการเงินที่แสดงความเป็นหนี้ระหว่างผู้ออกและผู้ถือ เหมาะสมสำหรับผู้ลงทุนสามารถรับความเสี่ยงได้ในระดับค่อนข้างต่ำถึงปานกลาง

 

ตราสารหนี้คืออะไร ?

ตราสารหนี้ เป็นตราสารการเงิน ที่เป็นสัญญาแสดงความเป็นหนี้ระหว่างผู้ออกตราสารหนี้ (ลูกหนี้) และผู้ถือตราสารหนี้ (เจ้าหนี้หรือผู้ลงทุน) ตราสารหนี้ต้องมีกำหนดอายุและอัตราดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์อื่นใดเป็นจำนวนที่แน่นอน โดยระบุวันที่ชำระดอกเบี้ยและเงินต้นล่วงหน้าตั้งแต่เมื่อออกตราสารนั้น และในระหว่างที่ยังไม่ครบกำหนดอายุ รวมถึงวันไถ่ถอน นอกจากนี้ ตราสารหนี้ยังสามารถซื้อขายโอนเปลี่ยนมือกันได้

 

ตราสารหนี้มีกี่ประเภท ?

ตราสารหนี้แบ่งได้หลายรูปแบบ ตราสารหนี้ที่แบ่งตามประเภทของผู้ออก ได้แก่ ตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาล เป็นตราสารหนี้ที่ออกโดยกระทรวงการคลัง ตราสารหนี้ที่ออกโดยองค์กรภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ เช่น พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย พันธบัตรการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เป็นต้น ตราสารหนี้สองประเภทแรกนี้เราเรียกกันว่า “พันธบัตร” และตราสารหนี้ภาคเอกชน หรือ “หุ้นกู้” เป็นตราสารหนี้ที่มีอายุมากกว่า 1 ปีที่ออกโดยบริษัทเอกชน

 

ความเสี่ยงและผลตอบแทน

ตราสารหนี้ถือเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงไม่สูงนัก คือมีความเสี่ยงที่ต่ำกว่าหุ้นสามัญและตราสารอนุพันธ์ ทำให้ตราสารหนี้เหมาะสมสำหรับผู้ลงทุนที่มีพฤติกรรมกลัวความเสี่ยง หรือสามารถรับความเสี่ยงได้ในระดับค่อนข้างต่ำถึงปานกลาง ซึ่งผู้ลงทุนก็จะได้รับผลตอบแทนในระดับที่สอดคล้องกับความเสี่ยงเช่นกัน

 

ซื้อขายที่ไหน?

นักลงทุนสามารถซื้อขายตราสารหนี้ได้ที่ตลาดตราสารหนี้  (Bond Electronic Exchange: BEX) ด้วยระบบการซื้อขายแบบเรียลไทม์ ดูรายละเอียดซื้อขายตราสารหนี้ในตลาดรองสำหรับประชาชนทั่วไปได้ใน http://www.thaibond.com/invest/flow_Bond.html

 

อ่านเรื่องการลงทุนเพิ่มเติมในหัวข้อ 'ตราสารหนี้์'

 

ตราสารทุน

ตราสารทุน คือ สินทรัพย์ทางการเงินที่กิจการออกให้แก่ผู้ถือหรือผู้ลงทุน เพื่อระดมเงินทุนไปใช้ในกิจการ โดยผู้ถือจะได้รับผลตอบแทนในรูปของเงินปันผล


ตราสารทุนคืออะไร ?

ตราสารทุน (Equity Instruments) เป็นตราสารที่กิจการออกให้แก่ผู้ถือ (Holder) หรือผู้ลงทุน เพื่อระดมเงินทุนไปใช้ในกิจการ โดยผู้ถือตราสารทุนจะมีฐานะเป็น “เจ้าของกิจการ” รวมทั้งมีส่วนได้เสียหรือมีสิทธิในทรัพย์สินและรายได้ของกิจการ และมีโอกาสจะได้รับผลตอบแทนเป็นเงินปันผล (Dividend)

 

ตราสารทุนมีกี่ประเภท ?

ตราสารทุนมีหลายประเภทด้วยกัน ประเภทที่รู้จักกันมากที่สุด คือ หุ้นสามัญ  (Common Stock) ซึ่งเป็นตราสารทุนที่ออกโดยบริษัทมหาชนจำกัด โดยผู้ถือหุ้นสามัญจะมีสิทธิร่วมเป็นเจ้าของบริษัท มีสิทธิในการออกเสียงลงมติในที่ประชุมผู้ถือหุ้นตามสัดส่วนของหุ้นที่ถือครอง และมีสิทธิได้รับเงินปันผลเมื่อบริษัทมีผลกำไร สำหรับตราสารทุนประเภทอื่น ๆ เช่น หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) ใบสำคัญแสดงสิทธิ หรือวอแรนท์ (Warrant) ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (Derivative Warrant: DW) เป็นต้น

 

ความเสี่ยงและผลตอบแทน

โดยความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ของผู้ลงทุนเมื่อถือหุ้นในพอร์ต ได้แก่

  • ความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของภาวะตลาดโดยรวม (Market Risk) อันเกิดจากความผันผวนของราคาหุ้นตามสถานการณ์ต่าง ๆ
  • ความเสี่ยงจากการขาดสภาพคล่อง (Liquidity Risk) ซึ่งเกิดจากการที่จำนวนหุ้นที่ซื้อขายมีไม่มาก ทำให้ไม่สามารถซื้อหรือขายภายในเวลาหรือราคาที่ต้องการได้
  • ความเสี่ยงจากการดำเนินงานของบริษัทผู้ออกหุ้น (Company Risk) ซึ่งเกิดจากการที่บริษัทผู้ออกหุ้นไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้
  • ซื้อขายที่ไหน? นักลงทุนสามารถซื้อขายตราสารทุนได้ในตลาดหลักทรัพย์ 2 แห่งคือ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (The Stock Exchange of Thailand - SET) และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (Market for Alternative Investment - MAI) ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับบริษัทจดทะเบียนว่าจะเลือกเข้ามาระดมทุนและจดทะเบียนซื้อขายในตลาดใด

 

ลงทุนหุ้นอย่างไร

การลงทุนในหุ้นมี 8 ขั้นตอน ดังนี้
1. วางแผนการลงทุน ให้เหมาะกับเป้าหมายการลงทุน เพราะเป้าหมายที่แตกต่างกัน ย่อมส่งผลต่อผลตอบแทน และความเสี่ยงที่แตกต่างกัน
2. วิเคราะห์เศรษฐกิจ เพื่อกำหนดกลยุทธ์การลงทุน และกำหนดสัดส่วนเงินลงทุนในหุ้นสามัญ
3. วิเคราะห์อุตสาหกรรม เพื่อประเมินสถานการณ์และผลกระทบของเศรษฐกิจที่มีต่ออุตสาหกรรม
4. วิเคราะห์บริษัท เพื่อตัดสินใจว่าเราจะเลือกลงทุนในบริษัทใด เนื่องจากบริษัทแต่ละบริษัทมีลักษณะการดำเนินงาน ผลประกอบการ ปัจจัยเอื้อประโยชน์ และปัจจัยที่เป็นอุปสรรค แตกต่างกัน
5. ประเมินมูลค่าที่แท้จริง เพื่อใช้ในการตัดสินใจว่าควรจะซื้อหรือขายหุ้นตัวไหนดี โดย
       - ถ้ามูลค่าที่แท้จริงของหุ้นที่ได้จากการประเมิน “มากกว่า” ราคาตลาดในปัจจุบัน ผู้ลงทุนควรตัดสินใจ “ซื้อ” หุ้นตัวนั้น เพราะราคาหุ้นในปัจจุบันถูกกว่ามูลค่าของตัวมันเอง
       - ถ้ามูลค่าที่แท้จริงของหุ้นที่ได้จากการประเมิน “น้อยกว่า” ราคาตลาดในปัจจุบัน ผู้ลงทุนก็ “ไม่ควรซื้อ” หุ้นตัวนั้น หรือในกรณีที่ผู้ลงทุนมีหุ้นอยู่ในมืออยู่แล้ว ก็ควร “ขาย” ทิ้ง เพราะราคาหุ้นในปัจจุบันแพงกว่ามูลค่าของตัวมันเอง
6. หาจังหวะลงทุน ผู้ลงทุนย่อมอยากได้ราคาหุ้นที่ต่ำ และอยากขายตอนราคาแพง ซึ่ง “การวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิค” จะช่วยให้ผู้ลงทุนตัดสินใจได้ว่าควรจะซื้อ/ขายหุ้นในช่วงใด
7. ตัดสินใจซื้อขาย ผู้ลงทุนต้องส่งคำสั่งซื้อหรือขายผ่านบริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นสมาชิกหรือโบรกเกอร์เท่านั้น ดังนั้น ผู้ลงทุนทุกคนจะต้อง “เปิดบัญชี” กับบริษัทหลักทรัพย์เพื่อใช้ในการส่งคำสั่งซื้อหรือขาย
8. ติดตามผลการลงทุน หมั่นตรวจสอบสถานะการลงทุนของตนว่าเป็นไปตามเป้าหมายการลงทุนที่กำหนดไว้ตอนต้นหรือไม่ ปรับพอร์ตการลงทุนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

 

อ่านเรื่องการลงทุนเพิ่มเติมในหัวข้อ 'ตราสารทุน'

 

ตราสารอนุพันธ์

ตราสารอนุพันธ์ คือ สัญญาทางการเงินระหว่างบุคคลตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไป เพื่อตกลงกันซื้อขายสินทรัพย์อ้างอิงในปัจจุบัน แต่ทำการส่งมอบและชำระราคากันในอนาคต


ตราสารอนุพันธ์คืออะไร ?

ตราสารอนุพันธ์ เป็นสัญญาทางการเงินระหว่างบุคคลตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไป เพื่อตกลงกันซื้อขายสินทรัพย์อ้างอิง (Underlying  assets) ในปัจจุบัน แต่ทำการส่งมอบและชำระราคากันในอนาคต
มูลค่าของตราสารอนุพันธ์ ขึ้นอยู่กับมูลค่าของสินทรัพย์อ้างอิง (Underlying asset) หากราคาของสินทรัพย์อ้างอิงของตราสารอนุพันธ์มีความผันผวน จะส่งผลให้ราคาของตราสารอนุพันธ์มีการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย จึงมีชื่อเรียกตราสารอนุพันธ์อีกอย่างหนึ่งว่า Derivatives         

 

ตราสารอนุพันธ์มีกี่ประเภท ?

ตราสารอนุพันธ์แบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่

  • Forward เป็นสัญญาระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ที่จะซื้อจะขายสินทรัพย์อ้างอิง โดยตกลงราคากันในวันนี้ เพื่อส่งมอบสินทรัพย์และชำระเงินในอนาคต การตกลงซื้อขายสัญญาเกิดขึ้นได้โดยไม่จำกัดสถานที่ หรือเรียกว่า ซื้อขายแบบ Over-the-counter (OTC) และมีการกำหนดรายละเอียดของสัญญาตามความต้องการระหว่างผู้ซื้อผู้ขาย
  • Futures เป็นสัญญา Forwards ประเภทหนึ่ง คือ เป็นสัญญาที่จะซื้อจะขายสินทรัพย์อ้างอิง โดยตกลงราคากันในวันนี้ เพื่อส่งมอบสินทรัพย์และชำระเงินในอนาคต Futures แตกต่างจาก Forwards ตรงที่ Futures เป็นสัญญาที่ซื้อขายในศูนย์ซื้อขายอนุพันธ์ ลักษณะของสัญญาจึงเป็นแบบมาตรฐาน กล่าวคือ ศูนย์ซื้อขายอนุพันธ์จะกำหนดรายละเอียดของสัญญาไว้ล่วงหน้าอย่างชัดเจน
  • Options เป็นสัญญาระหว่างบุคคลสองฝ่าย คือ ผู้ซื้อและผู้ขาย โดยผู้ขายให้สิทธิแก่ผู้ซื้อ ที่จะซื้อ (หรือขาย) สินทรัพย์อ้างอิงตามจำนวน ราคา และภายในระยะเวลาที่ระบุในสัญญา ผู้ซื้อต้องจ่ายเงินค่าซื้อสัญญาสิทธิดังกล่าวที่เรียกว่า “ค่าพรีเมียม (Premium)” ให้กับผู้ขายเพื่อแลกกับการได้สิทธินั้น โดยผู้ซื้อจะใช้สิทธิหรือไม่ก็ได้ แต่ผู้ขายมีภาระต้องปฏิบัติตามสัญญา คือ ขายสินค้าให้ (หรือซื้อสินทรัพย์จาก) ผู้ซื้อ เมื่อผู้ซื้อใช้สิทธิตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญา
  • Swap เป็นข้อตกลงระหว่างบุคคลสองฝ่าย ที่จะทำการแลกเปลี่ยนกระแสเงินสดในอนาคต เช่น
    บริษัท ก. ซึ่งมีภาระดอกเบี้ยเงินกู้ในอัตราลอยตัว ต้องการแลกเปลี่ยนเป็นภาระดอกเบี้ยในอัตราคงที่กับบริษัท ข. ข้อตกลงเช่นนี้เรียกว่า Interest Rate Swap บริษัท ค. ซึ่งมีเงินกู้เป็นเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ต้องการแลกเปลี่ยนเป็นเงินสกุลบาทกับบริษัท ง. ข้อตกลงเช่นนี้เรียกว่า Currency Swap
  • ความเสี่ยงและผลตอบแทน การลงทุนในตราสารอนุพันธ์ ถึงแม้จะมีข้อดีที่ผู้ลงทุนมีโอกาสได้ผลตอบแทนในอัตราที่สูงมาก ในทางตรงกันข้าม ผู้ลงทุนก็มีโอกาสที่จะประสบผลขาดทุนได้ในอัตราที่สูงมากเช่นกัน

 

ซื้อขายที่ไหน?

ตลาดตราสารอนุพันธ์สามารถแบ่งออกได้ 2 ประเภท คือ

Over The Counter (OTC)

  • ผู้ซื้อ ผู้ขาย ทำการตกลงเจรจาซื้อขายตราสารกันเองโดยตรง หรือติดต่อผ่านคนกลาง ซึ่งไม่ต้องผ่านตลาดที่ตั้งเป็นองค์กรสื่อกลาง
  • กำหนดรายละเอียดสัญญาตามความต้องการของคู่สัญญา (Tailor-made)

ตลาดที่เป็นทางการ ( Organized and Centralized Exchange ) หรือศูนย์ซื้อขายอนุพันธ์ (Derivatives Exchange)

  • เป็นศูนย์ซื้อขายที่จัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ
  • ซื้อขายผ่านระบบที่ศูนย์ซื้อขายจัดให้มีขึ้น ซึ่งอาจเป็นแบบตกลงซื้อขายในห้องค้า (Open Outcry) หรือ ซื้อขายผ่านระบบคอมพิวเตอร์
  • มีการกำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ชัดเจน เช่น ลักษณะของสัญญาที่เป็นมาตรฐาน วิธีการซื้อขาย การชำระราคาและส่งมอบ รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลอย่างทั่วถึงด้วย

ทั้งนี้ ตลาดตราสารอนุพันธ์ทั้ง 2 ประเภทมีการขยายตัวทั้งปริมาณและมูลค่าการซื้อขายอย่างต่อเนื่อง

รายละเอียดเพิ่มเติม
        
อ่านเรื่องการออมเพิ่มเติมในหัวข้อ 'ตราสารอนุพันธ์'

        

กองทุนรวม

กองทุนรวม คือ การนำเอาเงินของผู้ลงทุนรายย่อยมารวมกัน แล้วนำไปจดทะเบียนให้มีฐานะเป็นนิติบุคคล จากนั้นนำเงินที่ระดมทุนได้ไปลงทุนในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินประเภทต่างๆ

 

กองทุนรวมคืออะไร ?

            กองทุนรวม หรือ Mutual Fund คือ การนำเอาเงินของผู้ลงทุนรายย่อยทั้งหลายมากองรวมกันให้เป็นเงินก้อนใหญ่ แล้วนำไปจดทะเบียนให้มีฐานะเป็นนิติบุคคล จากนั้นก็จะนำเงินที่ระดมทุนได้ไปลงทุนในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินประเภทต่างๆ ตามนโยบายการลงทุนที่ได้ระบุไว้ในหนังสือชี้ชวนเสนอขายแก่ผู้ลงทุน

 

กองทุนรวมมีกี่ประเภท ?

ประเภทของกองทุนรวมแบ่งได้หลายรูปแบบ ประเภทกองทุนที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • กองทุนรวมตราสารแห่งทุน (Equity fund) คือ กองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในตราสารทุนประเภทต่าง ๆ โดยสัดส่วนของการลงทุนต้องเป็นไปตามเกณฑ์ที่สำนักงาน ก.ล.ต. กำหนด คือ โดยเฉลี่ยแล้วไม่น้อยกว่า 65% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม
  • กองทุนรวมตราสารแห่งหนี้ (General fixed income fund) คือ กองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในเงินฝากและตราสารหนี้ประเภทต่างๆ ซึ่งได้แก่ พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ ตั๋วเงินคลัง บัตรเงินฝากของธนาคาร ตั๋วสัญญาใช้เงิน ตั๋วแลกเงิน ตลอดจนหุ้นกู้ของภาคเอกชน
  • กองทุนรวมผสม (Balanced fund) คือ กองทุนรวมที่สามารถลงทุนในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินประเภทต่างๆ ได้ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น เงินฝาก ตราสารหนี้ ตราสารทุน หรือตราสารอื่นๆ แต่จะต้องมีสัดส่วนการลงทุนในตราสารทุนในขณะใดขณะหนึ่ง ไม่น้อยกว่า 35% และไม่เกินกว่า 65% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวมนั้น
  • กองทุนรวมหน่วยลงทุน (Fund of funds) กองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งหน่วยลงทุนและใบสำคัญแสดงสิทธิ ที่จะซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอื่น โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 65% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม กองทุนรวมหน่วยลงทุนยังกระจายการลงทุนไปในหลาย กองทุนรวมภายใต้การจัดการของหลายผู้จัดการกองทุนและหลายบริษัทจัดการ จึงเป็นการกระจายความเสี่ยงที่กว้างขวางกว่า ระดับความเสี่ยงขึ้นกับประเภทของกองทุน
  • กองทุนรวมตลาดเงิน (Money market fund) กองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งตราสารหนี้ที่มีคุณภาพและมี กำหนดชำระเงินต้นเมื่อทวงถามหรือมีอายุคงเหลือไม่เกิน 1 ปี กองทุนรวมตลาดเงิน มีนโยบายการลงทุนที่คล้ายคลึงกับกองทุนรวมตราสารแห่งหนี้ระยะสั้น และมีความเสี่ยงต่ำ
  • กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund : RMF)  มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมให้เกิดการออมเงินระยะยาวไว้สำหรับใช้จ่ายยามเกษียณอายุ ซึ่งจะคล้ายๆ กับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) ของภาคเอกชน และกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) (Government Pension Fund) ของข้าราชการ
  • กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (Long Term Equity Fund : LTF) คือ กองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในหุ้นสามัญจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดตั้งขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมการลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้น โดยผู้ลงทุนจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นสิ่งจูงใจในการลงทุน เพื่อแลกกับการลงทุนตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด
  • กองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (Foreign Investment Fund : FIF) มีจุดมุ่งหมายเพื่อนำเงินที่ระดมได้จากการขายหน่วยลงทุนภายในประเทศไทยไปลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน และเงินลงทุนส่วนที่เหลือ ผู้จัดการกองทุนอาจนำไปลงทุนในสินทรัพย์อื่น
  • ความเสี่ยงและผลตอบแทน กองทุนความเสี่ยงสูง มีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่า กองทุนที่ความเสี่ยงต่ำ ซึ่งเราควรลงทุนในระดับความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ ซึ่งระดับความเสี่ยงเป็นไปตามประเภทกองทุน กองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น กองทุนรวมตราสารแห่งหนี้ กองทุนรวมตลาดเงิน กองทุนรวมที่มีความเสี่ยงปานกลาง เช่น กองทุนรวมผสม กองทุนรวมผสมแบบยืดหยุ่น กองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูง เช่น กองทุนรวมตราสารแห่งทุน เป็นต้น

 

ซื้อขายที่ไหน ?

ท่านสามารถซื้อกองทุนรวมได้ที่ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) ซึ่งในปัจจุบันมีเปิดให้บริการหลาย บลจ. ท่านสามารถดูรายชื่อกองทุนที่เปิดให้บริการ และข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ที่รวบรวมความรู้เกี่ยวกับกองทุนรวม เช่น


http://www.thaimutualfund.com
http://www.morningstarthailand.com
http://www.wealthmagik.com/

 

รายละเอียดเพิ่มเติม

 

อ่านเรื่องการออมเพิ่มเติมในหัวข้อ 'กองทุนรวม'

 

ดาวน์โหลด

วัยทำงานก็ควรที่จะว่าการวางแผนทางการเงินมีความสำคัญอย่างไร รู้จักการตั้งเป้าหมายการออม และเริ่มต้นจัดการเงินด้วยตนเอง

ดาวน์โหลด
เอกสารอ่านเพิ่มเติมเรื่อง การลงทุน
ดาวน์โหลด
เอกสารอ่านเพิ่มเติมเรื่อง ตราสารหนี้
ดาวน์โหลด
เอกสารอ่านเพิ่มเติมเรื่อง ตราสารทุน
ดาวน์โหลด
เอกสารอ่านเพิ่มเติมเรื่อง ตราสารอนุพันธ์
ดาวน์โหลด
เอกสารอ่านเพิ่มเติมเรื่อง กองทุนรวม
ดาวน์โหลด
เอกสารอ่านเพิ่มเติมเรื่อง อสังหาริมทรัพย์
ดาวน์โหลด
เอกสารอ่านเพิ่มเติมเรื่อง รู้จักลงทุน รู้จักใช้สิทธิผู้ลงทุน
ขั้นตอนการวางแผนการลงทุน โดย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
การวางแผนการลงทุนของท่าน โดย Aberdeen Group
คำศัพท์เกี่ยวกับตราสารหนี้ โดย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
คำนวณราคาตราสารหนี้ไม่ยากอย่างที่คิด โดย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
การจัดอันดับเครดิต โดย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ห้องเรียนนักลงทุน  โดย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
สรุปสภาวะตลาดตราสารทุน โดย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
เรียนรู้ลงทุนกับ ก.ล.ต. : เงินน้อยก็เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ได้ โดย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
คิด.เรื่อง.อยู่ - การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ โดย Think of Living
สิทธิผู้ถือหุ้น โดย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
คู่มือเขียนแผนธุรกิจ โดย สำนักงานส่งเริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)
VDO